A Moment in June : เดือนนี้ดูอะไร P.2

posted on 05 Jul 2009 11:38 by filmboran  in Films

     You, the Living / Roy Andersson / Sweden / 2007 /

     ( 5/5 )

          แด่ทุกผู้ที่ยังมีชีวิต...เมื่อเจ็ดปีก่อนที่โรงหนังลิโด้ ผกก.รอย แอนเดอร์สสัน เคยตอกหน้าผมด้วยปรัชญาอันลึกซึ้งพร้อมกับตีแผ่ให้เห็นถึงความไร้สาระของมนุษย์และการไม่เชื่อถือในพระเจ้าในหนังอย่าง Songs from the second floor ต้องยอมรับว่าหนังเรื่องนั้นค่อนข้างหนักเกินไปและไม่บันเทิงใจนัก ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาหรือเทคนิคการนำเสนอที่เป็นการเรียงช็อตนิ่งๆ เข้าด้วยกัน โดยอาศัยการเล่าเรื่องด้วยภาพและบทสนทนาเท่านั้น แต่น่าแปลกที่ในหนังเรื่องนี้ แม้ยังคงมีกลื่นอายของหนังเรื่องที่ว่า และการนำเสนอในรูปแบบเดียวกัน มันกลับดูสนุกและอิ่มเอมอย่างน่าประหลาด   อาจเป็นเพราะเนื้อหาที่เบาลงและอารมณ์ขันร้ายๆ ที่เพิ่มมากขึ้น  หนังเล่าเรื่องราวสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ ที่มีทั้งสุข เศร้า และขมขื่น   พรุ่งนี้เป็นเพียงแค่วันอีกวันหนึ่ง ที่เราไม่มีทางรู้ว่ามันจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่  มนุษย์ยังคงอยู่ในวังวนของกิเลส ตัณหา จิตใจที่คับแคบ และคราวนี้ดูเหมือนแอนเดอร์สสันจะโฟกัสไปที่เรื่องความรักและปัญหาของชีวิตคู่มากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหญิงสาวที่ปรารถนาความรักและเป็นคนที่ถูกรัก ครูประถมที่ทะเลาะกับสามีด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง สาวร่างอ้วนที่คิดว่าไม่มีใครเข้าใจเธอเพราะการมองโลกในแง่ร้าย หรือฉากการมีเพศสัมพันธ์ของคู่สามีภรรยาที่ฝ่ายชายเอาแต่พูดเรื่องปัญหาส่วนตัว      ดูเหมือนว่าจะมีผู้หญิงเพียงคนเดียวในเรื่องที่เข้าใจสัจธรรมในชีวิต แต่เธอก็ยังคงดูแปลกประหลาดเช่นเดียวกับคนอื่นๆ นั่นคือช็อตที่หญิงแก่คนหนึ่งไม่ยอมลุกออกจากโบสถ์ โดยพร่ำร้องขอให้พระเจ้าโปรดอภัยให้กับความโง่เขลาของมนุษยชาติ !   สไตล์เดิมในหนังเรื่องก่อนยังคงมีอยู่ครบถ้วน  ไม่ว่าจะเป็นช็อตนิ่งๆ  ที่เรียงต่อกันประมาณ 50 ช็อต ไม่มีการเคลื่อนกล้อง   โดยอาศัยคอมโพสิชั่นที่สวยงามและสื่อความหมาย หรือการที่ตัวละครในเรื่องถูกแต่งหน้าให้ซีดขาวไร้ชีวิตชีวา  ฉากหนึ่งที่ผมประทับใจ คือ ฉากบ้านที่กลายสภาพเป็นรถไฟ  ฉากนี้สมบูรณ์มากทั้งภาพ  เทคนิคที่หนังเลือกใช้  และความหมาย  ชีวิตคู่มันคงเป็นเช่นนี้เอง  เสมือนกับการเดินทางที่ไม่รู้จะจบสิ้น ณ สถานีใด  คนภายนอกอาจมองเข้ามาด้วยความชื่นมื่นและยินดี แต่แท้ที่จริงมันอาจเป็นเพียงแค่ฝันอันสวยงามของผู้ที่อยู่ภายในเท่านั้น รวมถึงช็อตจบที่ดูรื่นรมย์แต่หดหู่และตอบในสิ่งที่หนังเปิดเรื่องมาอย่างงงๆ ได้เป็นอย่างดี...ชอบมากครับ  และหวังว่าผกก. คงไม่ทิ้งช่วงผลงานนานขนาดนี้อีก

      Minuscule vol.1 / Thomas Szabo / France / 2006 /

      ( 3.5/5 )

          ปกติไม่ค่อยได้ดูงานอนิเมชั่นในลักษณะนี้เท่าไหร่นัก เป็นงานคอมโพสิทระหว่างตัวละคร ( พวกเหล่าแมลงทั้งหลาย )  ที่เป็นอนิเมชั่นเข้ากับฉากหลังที่เป็นสภาพแวดล้อมจริง บรรยากาศจริง ซึ่งถ่ายออกมาได้คมชัดและสวยงามมาก  ตัวหนังแต่ละตอนจะมีความยาวประมาณ 5 นาที มีทั้งหมด 60 ตอน ออกฉายทางทีวีและถูกรวบรวมเป็นแผ่นดีวีดี   ที่ผมดูเป็นแผ่นแรก มี 20 ตอน   ต้องขอยอมรับว่าดูแล้วติดใจกับความงามของภาพและความคิดสร้างสรรค์ของทีมงาน รวมถึงข้อคิดดีๆ แสบๆ คัน บางเรื่องถึงขึ้นกวน..?.. ที่ถูกสอดแทรกเอาไว้ให้ขบคิด กับเรื่องราวของเหล่าแมลงมากมายที่ทยอยกันออกมาเป็นตัวละครเอก ไม่ว่าจะเป็นเต่าทองจอมกวน ( ผมยกให้มันเป็นพระเอก เพราะถ้ามันออกมาตอนไหน มันต้องเด่นกว่าชาวบ้าน )  กองร้อยมดดำสุดฮา คู่หูหนอนผีเสื้อ ตั๊กแตนกวนประสาท หรือหอยทากผู้มีความฝัน และอีกมากมาย  ในแต่ละตอนไม่มีบทสนทนาใดๆ ทั้งสิ้น  เล่าเรื่องด้วยภาพและการแสดงออกของพวกมันล้วนๆ แต่สิ่งที่โดดเด่นอีกประการหนึ่งที่ทำให้หนังดูสนุกก็คือเสียงประกอบ   ซึ่งนอกจากเสียงประกอบธรรมชาติ บรรยากาศของป่า ท้องทุ่ง หรือ เสียงน้ำไหล ที่ให้ความรู้สึกรื่นรมย์แล้ว เสียงประกอบของเหล่าแมลงก็ทั้งฮาและลุ้นระทึกไปพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นเสียงมอเตอร์ไซแวนซ์หรือเสียงเฮลิคอปเตอร์ ที่ใช้เป็นเสียงบินของแมลง แถมมุมกล้องบางฉากยังทำให้นึกไปถึงฉากไล่ล่าในสตาวอร์สเลยทีเดียว ( เอากับมันดิ )  หากพูดถึงเนื้อเรื่องโดยรวม  มันก็คงเปรียบเสมือนกับสารคดีชีวิตประจำวันของเหล่าแมลง ที่ต้องเจอกับสถานการณ์อันเป็นตลกร้าย และบางทีการตัดสินใจแก้ัปัญหาของพวกมัน ก็สะท้อนให้มนุษย์อย่างเราๆ ฉุกคิดได้เหมือนกันนะครับ

      Who's Camus Anyway? / Mitsuo Yanagimachi / Japan /

      2005 / ( 3/5 )

         ผมไม่แน่ใจว่าผกก.ยานางิมาจิ ตั้งใจที่จะให้คนดูรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ต้องการจะสื่ออะไรมากกว่าที่เป็นอยู่หรือไม่ เพราะสถานการณ์และชะตากรรมของตัวละครในเรื่องก็แทบไม่แตกต่างกัน หนังเล่าเรื่องราวภายในหนึ่งสัปดาห์ของนักเรียนหนังปีสุดท้ายกลุ่มหนึ่ง ที่กำลังเผชิญปัญหาในการถ่ายทำหนังวิทยานิพนธ์ส่งอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นการหาตัวพระเอกคนใหม่ งบประมาณการสร้างที่บานปลาย เรื่องรักๆ ใคร่ๆ ในกองถ่าย ปัญหาในชีวิตส่วนตัวของแต่ละคน ( แม้แต่ตัวอาจารย์เอง ) และที่สำคัญคือการตีความตัวละครและบทภาพยนตร์ที่แตกต่างกัน ระหว่างผกก. ทีมงาน และนักแสดง ซึ่งพวกเขาใช้งานเขียนของอัลแบร์ กามูส์ เป็นแนวทางในการเขียนบทถ่ายทำ ที่ตลกร้ายก็คือแม้พวกเขาจะแสดงลักษณะของการเป็นปัญญาชนขนาดไหน แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่พวกเขาทำไปนั้นเพื่ออะไรและกามูส์คือใครกันแน่  หากจะบอกว่านี่เป็นหนังโชว์ของของผกก.ยานางิมาจิ ก็ไม่ผิดนัก ตั้งแต่ฉากลองเทคเปิดเรื่องยาวกว่า 6   นาที   แถมยังให้ตัวละครพูดคุยถึงฉากลองเทคอันโด่งดังในหนังอย่าง ทัช ออฟ อีวิล ของ ออร์สัน เวลส์ หรือ เดอะ เพลเยอร์ ของ โรเบิร์ต อัลท์แมน ซะอย่างนั้น รวมถึงการถ่ายภาพที่เหมือนหนังนักศึกษาเราดีๆ นี่เอง เพราะไม่ได้มีการจัดแสงหรืออะไรมากนัก  สิ่งที่ผมไม่ชอบในหนังเรื่องนี้คือการเล่าเรื่องที่ค่อนข้างน่าเบื่อโดยเฉพาะช่วงกลางเรื่อง  ตัวละครที่ดูจงใจมีเอกลักษณ์แปลกประหลาดเฉพาะตัวกันเหลือเกิน หรือการยัดบทสนทนาให้พวกเขาพูดถึงทรุฟโฟร์ โกดาร์ วิสคอนติ และหนังเรื่องต่างๆ  เข้าใจว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงความรู้และเย้ยหยันถึงการตัดสินใจแก้ปัญหาของพวกเขา แต่มันดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าไหร่นัก แต่เหตุการณ์ในช่วงท้ายเรื่องหนังเล่นสนุกกับการตัดต่อและดนตรีประกอบหลอนๆ จนทำให้ความรู้สึกของคนดูไขว้เขว และสร้างความคลุมเครือให้กับหนังได้อย่างน่าสนใจ ก่อนที่จะจบลงอย่างคาดเดาได้ไม่ยากนักครับ

      Body of Lies / Ridley Scott / USA / 2008 / ( 3/5 )

          ชื่อของผกก.ริดลี่ย์ สก็อต ยังคงรับประกันถึงคุณภาพของงานโปรดักชั่นและเนื้อหาที่ขึงขังจริงจังได้เสมอ  จริงๆ แล้วพล็อตของหนังไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมากนัก  หนังเล่าเรื่องราวของปัญหาผู้ก่อการร้ายในปัจจุบัน  โรเจอร์ เฟอร์ริส ซีไอเอหนุ่มภาคสนาม ที่เข้าไปคลุกคลีกับพวกก่อการร้ายและคนท้องถิ่น โดยมีซีไอเอตัวเก๋าที่เป็นเสมือนหัวหน้าและคู่หูอย่างเอ็ด ฮอฟมัน คอยคุมอยู่เบื้องบนอีกทีหนึ่ง เพื่อ ตามล่าหัวหน้าขบวนการก่อการร้ายตัวเอ้อย่าง อัล-ซาลีม ไล่ตั้งแต่อิรัก ตุรกี ไปจนถึงจอร์แดน โดยมี ฮานิ ซาลาม ( มาร์ค สตรอง เล่นนิ่งๆ ได้เหลือร้ายมาก ) เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจอร์แดน คอยช่วยเหลือโดยมีเงื่อนไขเพียงข้อเดียวคือ...อย่าโกหก...แต่เมื่อเหตุการณ์พลิกผัน แผนซ้่อน ซ่อนเงื่อนกันไปมา ( เป็นอย่างไรต้องติดตามกันเอง ) เฟอร์ริสต้องตกอยู่ในสถานการณ์คับขันและมีอันตรายถึงชีวิต...สิ่งที่ผมชอบในหนังเรื่องนี้คือบทหนังของโมนาฮาน ( แม้จะเดาได้ไม่ยากและทำให้คิดถึงหนังเจมส์ บอนด์ ขึ้นมาตะหงิดๆ ) ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและน่าเชื่อถือ ( แต่ยังคงโอเวอร์ตามสูตรของหนัง ) และการพูดถึงเรื่องของสงครามระหว่างโลกอเมริกากับตะวันออกกลาง ได้ค่อนข้างเป็นกลางและไม่มีอคติมากนัก รวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยที่หลายคนอาจมองข้าม อย่างฉากที่ไอชานางเอกของเรื่องไม่กล้าจับมือทักทายกับเฟอร์ริส ซึ่งผู้หญิงมุสลิมถูกกำหนดเช่นนั้นจริงๆ ถือได้ว่าคนเขียนบททำการบ้านมาดี  ในส่วนของตัวละครหลักทั้งสองคน แน่นอนว่าเฟอร์ริสและฮอฟมัน เป็นเสมือนสองด้านของเหรียญ เฟอร์ริสผู้คลุกคลีอยู่กับความจริงที่โหดร้ายเริ่มรู้สึกถึงความผิดบาปที่เกาะกินใจ ดิคาปริโอพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาเป็นนักแสดงที่เก่งและเป็นแถวหน้าของยุค แม้ว่าช่วงหลังผมจะรู้สึกว่าเขาเล่นแนวเดิมมากเกินไปหน่อยเลยดูซ้ำๆ ไม่ค่อยโดดเด่นมากนัก  ในขณะที่ฮอฟมันของโครว์คือตัวแทนของอเมริกา ที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อบรรลุเป้าหมายในสิ่งที่ตนต้องการ ผมชอบโครว์ในหนังเรื่องนี้เพราะหน้าแกเซ็งดีเหลือเกิน ส่วนที่ผมไม่ชอบในหนังคือช่วงกลางเรื่อง ที่ค่อนข้างอืดและไม่มีอะไรมากนัก รวมไปถึงเงื่อนไขที่ทำให้เกิดไคลแมกซ์ที่หนังเลือกใช้ก็ดูไร้เหตุผลและเป็นสูตรสำเร็จที่น้ำเน่าเกินไปหน่อย แต่โดยรวมๆ แล้วผมก็พอใจกับหนังเรื่องนี้ครับ

      Transformers : Revenge of the Fallen / Michael Bay /

      USA / 2009 / ( 2/5 )

          ผมไม่เคยคาดหวังอะไรจากหนังของไมเคิล เบย์ นอกเหนือจากความบันเทิงแบบเต็มสูบ และผมก็ไม่เคยผิดหวังกับงานของเขา ยกเว้นหนังภาคต่อสองเรื่องที่เขาทำคือ Bad Boys II และหนังเรื่องนี้ ดูเหมือนว่าเบย์จะมีความคิดผิดๆ ว่าใหญ่กว่า เยอะกว่า จะต้องสนุกกว่า เพราะมันไม่เป็นอย่างนั้น ผมยอมรับว่าชอบหนังภาคแรกมาก ถึงแม้ว่าเนื้อเรื่องจะไม่ได้มีอะไรมากนัก แต่ด้วยความสดใหม่ ลุ้นระทึก และความมันส์โคตรของหนัง รวมถึงอารมณ์ขันในระดับที่พอดี ก็ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว  มาในครั้งนี้หนังให้ความสำคัญกับเหล่าหุ่นยนต์เพิ่มมากขึ้นและลดบทบาทของตัวละครมนุษย์เป็นเพียงแค่ตัวประกอบ ซึ่งก็ไม่ได้น่าแปลกใจอะไรนัก เพราะมันคือจุดขายของหนังอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามันเยอะได้เพียงแค่จำนวน แต่บทบาท ความสำคัญ หรือหัวใจแทบจะไม่มี และเมื่อเทคนิคต่างๆ เราก็เคยเห็นกันมาแล้วในภาคแรก ไม่ได้มีความแปลกใหม่ที่เพิ่มมากขึ้น มันจึงกลายเป็นความเฝือและน่าเบื่อไปโดยปริยาย  จริงๆ แล้ว หนังเปิดเรื่องได้อย่างน่าสนใจในการให้เหล่าออโต้บอทส์ที่เราคุ้นเคยและตัวใหม่ๆ ที่ไพรม์เชื้อเชิญมาจากนอกโลกในตอนจบของภาคที่แล้ว เข้าร่วมกับกองกำลังของมนุษย์ในหน่วยงานที่กองทัพจัดตั้งขึ้นเพื่อปราบพวกหุ่นยนต์ฝ่ายร้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ พร้อมกับฉากแอ็คชั่นเปิดเรื่องมโหฬารที่ดูให้ความหวัง แต่ทุกอย่างเริ่มเลวร้ายลงเมื่อแซมเริ่มเห็นภาพนิมิต และบทหนังทิ้งทุกอย่างให้กับ..ความบังเอิญ..  บังเิอิญที่เศษเดอะคิวป์ยังคงหลงเหลืออยู่ บังเอิญว่าตามเจอผู้รู้เจ็ทไฟร์ บังเอิญที่อยู่ๆ ก็ให้ไอ้แฝดนรกทะเลาะกันจนแซมเจอที่ซ่อนของล้ำค่าได้อย่างง่ายดาย และอีกหลากหลายความบังเอิญ บทหนังไม่ได้มีพัฒนาการไปจากภาคแรกเลยแม้แต่น้อย โดยมัวเสียเวลาไปกับมุขตลกไร้สาระที่ยัดเยียดเข้ามามากจนเกินไป รวมถึงตัวละครใหม่ๆ อย่างเพื่อนพระเอกที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรซักนิด และตัวร้ายสำคัญของเรื่องที่โคตรอ่อนด้อยอย่างไม่น่าให้อภัย   ในส่วนของตัวละครหลักแซมกับมิเคล่าก็ไม่ได้คืบหน้าไปไหนแถมด้วยฉากบอกรักอันแสนเชย...แต่ถ้าจะบอกว่าหนังเรื่องนี้ไม่สนุกซักนิด ก็คงจะดูโกหกไปหน่อย ยอมรับว่าฉากแอคชั่นบางฉากทำได้ดีและอึ้งทึ่งที่ได้เห็น ( ฉากเปิดเรื่องและฉากสู้ในป่า ) รวมถึงออพติมัส ไพรม์ ที่ภาคนี้เป็นพระเอกเต็มตัวและเท่ห์ดีเหลือเกิน...สรุปแล้วดูได้เพลินๆ ครับ แต่ผมไม่ประทับใจเท่าที่ควร
.

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ดูอะไรไม่ได้เลยค่ะ หมอห้ามพี่เข้าโรงหนัง โรคที่เป็นอยู่ Welcome มาก ๆ สำหรับ ไข้หวัดใหญ่ 2009
เลยต้องอยู่ในระหว่างจำศีล ค่ะ

#1 By ta_THINK_nhong on 2009-07-05 22:47

เห็นด้วยกับ transformers ทุกประการครับ ^^

ส่วน Body of lies ผมยังไม่ได้ดู

ที่เหลือไม่รู้จักเลยครับ แหะๆ จะลองดู

#2 By sansanae on 2009-07-05 23:24

อยากดูเรื่อง you the living ค่ะ
ถ้าได้เข้าเมืองคงต้องไปหามาดูบ้างล่ะ..
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับหนังนะคะ..big smile

#3 By Kiss The Rain on 2009-07-05 23:29

ดูแค่ทรานส์ฯเองแฮะ - -confused smile
ยังไม่ได้ดู ซักเรื่องเลยหล่ะ... sad smile

แต่ You, the Living น่าดูอ่ะ จากเนื้อเรื่องที่เล่ามา big smile

#5 By cherried on 2009-07-06 01:09

ได้ดูTransformers 2เรื่องเดียว
ทำใจไปแล้วว่าจะแย่...
เลยไม่คาดหวัง ก็เลยเพลินๆ ไปกับหนังได้confused smile

#6 By wesong on 2009-07-06 01:41

ยังไม่ได้ดูเลยซักเรื่อง แถวบ้านหนังแนวนี้ไม่ค่อยมีเลยครับ เสียดาย
หนังบางเรื่อง...

ก็บอก ..อะไรหลาย ๆ อย่างได้เหมือนกันนะ...



เป็นคนที่ชอบ ดูหนัง...

มากกว่าอ่านหนังสือ....ฮ่า ฮ่า ฮ่า

big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile

#8 By กวางน้อย... on 2009-07-06 10:32

ครั้งนี้ไม่ได้ดูซักเรื่องเลยครับน้อง

You, the Living นี่น่าสนใจครับ แต่แ่ผ่น Songs from the second floor ของพี่นั้นถูกดองนานมากหลังจากเปิดดูไปแป๊ปเดียวเมื่อหลายปีก่อน sad smile

Minuscule กับ Who's Camus Anyway? - น่าจะเข้าแก็ปพี่อะ

พูดถึงหนังภาคต่อของเบย์ พี่ก็เกลียดไอ้ Bad Boy II เข้าเส้นเหมือนกันครับ หวังว่าเรื่องนี้คงดีขึ้นมากกกว่านะ

#9 By Seam - C on 2009-07-06 12:20

พวกเขาใช้งานเขียนของอัลแบร์ กามูส์ เป็นแนวทางในการเขียนบทถ่ายทำ ที่ตลกร้ายก็คือแม้พวกเขาจะแสดงลักษณะของการเป็นปัญญาชนขนาดไหน แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่พวกเขาทำไปนั้นเพื่ออะไรและกามูส์คือใครกันแน่



ประโยคยาวๆ นี้ทำให้อยากดูเรื่องนี้ขึ้นมาฉับพลัน

#10 By พ. on 2009-07-06 12:37

ไม่เคยดูหนังมาร่วมปีแล้ว
มัวแต่ถ่ายรูปอยู่ค่ะ

.
.
open-mounthed smile

#11 By TwoM on 2009-07-06 15:24

Minuscule น่าดูเนอะ มีหลายคนบอกว่ารูปสวยมากแต่เรายังไม่ได้ดูนะ sad smile

#12 By __ลิงย้วย__ on 2009-07-06 17:29

ดอด..มาตอบ เรื่องโปสการ์ด
ไม่ซีเรียส จ้า แค่อยากจะแชร์ โปสการ์ด รุ่นพิมพ์นิยม ที่ทำคลอดเองกับมือ ให้กับเพื่อนสนิท มิตรสหาย จ้า
เมื่อไรสะดวก ก็บอกได้นะ กันโควต้าไว้ให้เสมอ จร้า !!

#13 By ta_THINK_nhong on 2009-07-06 21:14

เห็นด้วยว่า who's camus นี่เป็นหนังโชว์ของผกก.คนนี้ได้เลย
แต่เราชอบการที่เนื้อเรื่องมันดำเนินไปอย่างเนิบๆ และการที่ปัญหาใน-นอกกองชนกันไปมานะคะ
และประทับใจฉากเปิด-ปิดเรื่องไม่น้อย
นอกจากนั้นคิดว่าถ้าพวกคนที่ทำหนังมาดูหนังเรื่องนี้ก็น่าจะมีความประทับใจในอะไรในตัวหนังบ้างล่ะน่า

ก็เพราะว่าวัยนี้คือวัยแห่งการสับสนไม่ใช่หรืออย่างไร แล้วการที่ใครจะพูดโอ้ถึงหนังหรือผกก.ชั้นครู ทั้งที่โดยแท้จริงแล้วพวกเขาเหล่านั้นก็อาจไม่ได้รู้อะไรไปมากกว่านั้นเลยนอกจากชื่อ ก็คงเหมือนจะเป็นการสะท้อนสังคมของกลุ่มคนบางพวกในปัจจุบันนี้ได้กระมัง (ดูฉากนั้นแล้วนึกไปถึงภาพคนคนหนึ่ง มองคนข้างๆในเทศการหนังด้วยสายตาที่ถูกรบกวน เหตุเพราะคนผู้นั้นพูดพล่ามเกี่ยวกับหนังต่างๆตลอดไม่มีหยุด ราวกับว่าตัวเองนั้นเป็นผู้รู้มาจากที่ไหน)

ส่วน you, the living ไม่กล้าดูเพราะดู songฯ แล้วหลับอ่ะ เรื่องหลังนี้เราจะรอดไหมเนี่ย จะพยายามหามาดูค่ะ

#14 By cyphoncofe (58.8.100.184) on 2009-07-07 03:04

ดูเรื่อง bOdy Of Lies แล้วค่ะเป็นหนังที่สะท้อนชีวิตจริงของคนแถบนั้น ฉันเคยของและเคยศึกษาเรื่องราวคนชนชาตินั้นมันโหดร้ายกว่าเรื่องที่นำมาเสนอให้เห็น หนังก็ถือว่าโอเคนะ ส่วนเรื่องที่ดูมาไม่นานก็ TransfOrmers นั่นเองถ้าไม่ seriOus หรือคิดอะไรถือว่าสนุกดีนะคะ เจนชอบ..

#15 By jEn(a lOt lOst) on 2009-07-07 09:52

big smile big smile ช่วงนี้ซ้อมรับฯ อยู่เหมือนกันใช่ป่าวคะ

เหนื่อยหน่อยเนอะ แต่อย่าลืมยิ้ม ๆ นะคะ ...

:)


แสดงความยินดีอีกครั้งค่ะ big smile big smile

#16 By Initmate on 2009-07-07 10:06

ไม่ประทับใจหนังเรื่องสุดท้ายเหมือนกันค่ะ
เหมือนใส่ๆอะไรไปเยอะๆ
ชอบภาคแรกมากกว่าซะอีก

เรื่องอื่นยังไม่ได้ดูเลย ไว้ไปตามดูเรื่องแรกดีกว่า 5/5 เลย

#17 By MoshMosh on 2009-07-07 10:25

ยังไม่ได้ดูสักเรื่องเหมือนกัน
เดี๋ยวต้องดูเสียแล้ว
ไปดูอะไรไม่ได้ จนกว่าจะสอบ GAt PAT เรียบร้อยซะก่อน sad smile

#19 By Prae on 2009-07-07 18:14

อยากดู 17 again ช่วงนี้ชอบหนังอารมณ์ดี แบบแง่บวกๆๆอ่ะะคะ cry
ดูหนังประหลาดได้อีกนะครับ

สามเรื่องแรกไม่รู้จักเลย

ส่วนหนังหุ่นยนต์ยุ่งเหยิงนั่น ผมเซ็งตั้งแต่มัน วาร์ป ได้นั่นแหละ งงเลย

---จบตรี โบราณ จบโท ภาพยนตร์ กรี๊ดมากกก
อยากต่อภาพยนตร์มั่งจัง เดี๋ยวจะขอคุยด้วยบ่อยๆ คงไม่รังเกียจ อยากหาคนรู้จักจบภาพยนตร์บ้าง 555

#21 By R O C K on 2009-07-07 22:54

เรื่องที่สองน่าดูจัง

อยากดูๆๆๆ

open-mounthed smile

#22 By Tammada on 2009-07-07 23:52

มาทักทาย เช้าวันหยุดค่ะ big smile

#23 By TwoM on 2009-07-08 07:47

ยังไม่เคยดูซักเรื่องเลยค่ะ sad smile
ขอบคุณคับ
คงต้องแวะมาบ่อยๆซะแล้ว

big smile

Hot!
เห็นจากคอมเม้นท์ว่าเคยดูเรื่อง you the living เหมือนกัน
เลยตามมาอ่านค่ะ

ชอบฉากรถไฟมากๆ เหมือนกันค่ะ แต่ว่าไม่ได้ตีความแบบพี่หรอกนะคะ ตอนแรกที่เห็นนึกว่าบ้านอยู๋ข้างรางรถไฟอะไรเทือกนี้ แต่พอความจริงปรากฏว่าบ้านคือรถไฟ wink โห~สุดยอด

ส่วนฉากที่หญิงแก่พร่ำขอให้พระเจ้าให้อภัยนั่นก็ตอกกลางหน้า แทงเข้ากลางใจเหมือนกันค่ะ

ตัวเองไม่ใช่คนที่ดูหนังมากสักเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นนอกจากเรื่องนี้ก็ไม่เคยดูเรื่องไหนในเอนทรี่นี้เลยละค่ะ sad smile แฮ่ะๆๆ

#26 By invisible_man on 2009-08-28 01:49