posted on 24 Jun 2009 11:58 by filmboran in Films
Uzak / Nuri Bilge Ceylan / Turkey / 2002 / ( 4.5/5 )
นี่คือหนังที่เนิบช้า แต่เดินหน้าไปด้วยความหนักแน่นและแม่นยำในสิ่งที่ตัวเองต้องการนำเสนอได้อย่างดียิ่ง ด้วยพล็อตของหนังที่ค่อนข้างจำกัดและบทสนทนาเพียงเล็กน้อย แต่ตลอดเวลากว่าสองชั่วโมง กลับทำให้เราตกผลึกถึงความเหงาและความแปลกแยกของคนในสังคมเมืองอย่างถึงแก่น หนัีงเล่าเรื่องความสัมพันธ์ในลักษณะ.....ใกล้กัน เหมือนไกลห่าง.....ระหว่าง ' ยูซุฟ ' ชายหนุ่มบ้านนาผู้เข้ามาหางานทำในเมืองใหญ่อย่างอิสตันบูล โดยขออาศัยร่วมห้องกับ ' มาห์มุท ' ญาติผู้เป็นช่างภาพ ที่เข้ามาต่อสู้ดิ้นรน ไขว่คว้าหาความสำเร็จ นัยหนึ่งเขาคือผู้ที่ผ่านกระบวนการทำให้เป็นคนเมืองอย่างสมบูรณ์ การมาถึงของยูซุฟจึงทำให้เขารู้สึกว่าตนเองสูญเสียความเป็นส่วนตัวไปทีละน้อย หนังค่อนข้างที่จะเทน้ำหนักไปที่ตัวละครของมาร์มุท โดยเราจะเห็นได้ชัดเจนว่าเขาคือชายผู้มีระเบียบและพยายามรักษาระยะห่างของความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากับคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นภรรยาที่ต้องเลิกรากันไปเพราะความผิดพลาด แม่ที่เขาไม่ค่อยได้กลับไปดูแล หรือแม้แต่โสเภณีที่มีหน้าที่เพียงบำบัดความใคร่ ในขณะเดียวกันยูซุฟก็คือสิ่งที่ตรงกันข้าม เขาคือคนซื่อที่ใช้ชีวิตอย่างไม่มีระเบียบแบบแผนอะไรนัก มีแม่ที่เขารักและเป็นห่วง แต่ดูเหมือนว่าสังคมเมืองจะโหดร้ายกับเขาเหลือเกิน สิ่งที่เขาทำได้ไปวันๆ คือ ' การสูบบุหรี่ ' เสมือนเป็นหน้าที่ที่ทำให้ตนเองรู้สึกว่ามีเป้าหมายในชีวิต นี่อาจเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขาเหมือนกับมาร์มุท ( แม้ว่ายี่ห้อของบุหรี่หรือสถานที่สูบจะแตกต่างกันก็ตาม ) นอกจากบทหนังจะเป็นไปในลักษณะให้น้อยแต่ได้มากแล้ว สิ่งที่ผมชอบในหนังเรื่องนี้คืองานด้านภาพที่ไม่เพียงแต่สวยงามแต่ยังสามารถจับเอาบรรยากาศหรือสภาพแวดล้อมมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่เนื้อหาของหนังด้วย หิมะขาวโพลนราวกับสภาพจิตใจของคนเมืองที่ไร้ชีวิตชีวา และเมื่อคราที่มันละลายมาห์มุทก็ต้องอยู่อย่างเดียวดายในท้ายที่สุด
.
Carandiru / Hector Babenco / Brazil / 2003 / ( 4/5 )
.
หนังสร้างจากเรื่องจริงของการสังหารหมู่นักโทษในเรือนจำ Carandiru ของซานเปาโล ผ่านทางประสบการณ์ของหมอ Draucio Varella ที่เข้าไปประจำอยู่ในคุกที่โหดที่สุดแห่งหนึ่ง แต่เขาก็สามารถเดินเข้าออกมันได้อย่างสบาย เพราะการพยายามเข้าใจและรับฟังเรื่องราวของนักโทษแต่ละคน จนได้รับความสนิทสนมนับถือ หนังเต็มไปด้วยตัวละครที่หลากหลาย และดูสนุกมากเรื่องหนึ่ง เพราะถึงแม้นี่จะเป็นหนังคนคุก แต่คุกที่นี่แตกต่างจากที่อื่นอย่างสิ้นเชิง มันเปรียบเสมือนกับสังคมขนาดใหญ่ นักโทษเรือนหมื่นที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องขัง พวกเขามีห้องของตัวเอง ( ถึงแม้จะล้น ) ทำอาหารกินเอง หรือแม้แต่มีกลุ่มอิทธิพลและการตัดสินปัญหากันเองภายใน ช่วงครึ่งแรกหนังแสดงให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ของนักโทษแต่ละคน ผ่านทางการสัมภาษณ์ของหมอและแฟลชแบคให้เห็นชีวิตก่อนที่พวกเขาจะถูกตัดสินจากสังคมภายนอกให้เข้ามาติดอยู่สถานที่ที่เรียกว่าคุก ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าครอบครัวที่เผลอฆ่าคนตาย ชายหนุ่มสองเมียที่เคลียร์ไม่ลงตัว คู่พี่น้องที่มีชะตากรรมอันน่าอนาถ หรือแม้แต่เรื่องราวความรักของกะเทยร่างยักษ์ที่มีชื่อฮาๆ ว่าเลดี้ได ( รอดดริโก้ แซนโทโร่ กษัตริย์เปอร์เซ๊ยร์แห่ง 300 เรื่องนี้แต๋วเต็มตัว ) กับหนุ่มร่างเล็กที่มีรักแท้เป็นเกราะกำบัง ซึ่งทั้งหมดถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างสนุกสนาน อีกสิ่งหนึ่งที่แตกต่างก็คืองานด้านภาพที่สวยงามและปราณีตบรรจงกันทุกช็อต ทำให้หนังดูมีเอกลักษณ์ แต่ขณะเดียวกันก็ส่งผลร้ายกับหนังได้เหมือนกัน เพราะถือเป็นการดรามาไทซ์หรือทำให้หนังลดความสมจริงที่ควรจะเป็นลงไป ( เพราะแม้แต่ฉากแฟลชแบคบางช่วงก็ไม่ค่อยจำเป็นนัก ) เหตุการณ์สังหารหมู่ในช่วงท้ายจึงกลายเป็นไฟท์บังคับที่ต้องมีเพื่อให้หนังจบ ไม่ใช่ควรจะมีอย่างที่เราเอาใจช่วยและคล้อยตาม แต่ข้อคิดดีๆของหนัง การสะท้อนให้เห็นคุณค่าของชีวิตและสิทธิมนุษยชน รวมถึงความสนุกของมัน ก็สามารถลบข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ จนพอที่จะมองข้ามไปได้ครับ
.
UP / Pete Docter / USA / 2009 / ( 3.5/5 )
.
นับตั้งแต่ดูหนังของพิกซาร์ตั้งแต่เรื่องแรกจนถึงเรื่องปัจจุบัน พวกเขาไม่เคยทำให้ผมผิดหวัง มีเพียงชอบมากหรือชอบน้อยแค่นั้น น่าเสียดายที่หนังเรื่องนี้ความรู้สึกของผมอยู่ในข่ายหลัง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความคาดหวังที่สูงลิบลิ่ว จากกระแสมากมายที่ได้รับ แต่เมื่อได้ดูจริงแล้วนี่เป็นงานพิกซาร์ที่อยู่ในระดับมาตรฐานเท่านั้น แน่นอนว่ามันยังคงเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์อันบรรเจิดและข้อคิดดีๆ มากมาย ฉากชีวิตตอนเปิดเรื่องของคาร์ลกับเอลลี่เรียกความน่าสนใจและความน่าประทับใจได้ในทันที ก่อนที่คาร์ลในวัยชราจะได้พบกับรัสเซลล์ ลูกเสือสำรองจอมแก่นและการผจญภัยเหินเวหาที่สนุกสนานก็เริ่มต้นขึ้น แต่เมื่อทันทีที่บ้านลอยฟ้าแตะลงพื้นดินในช่วงกลางเรื่อง ดูหมือนว่าหนังจะเริ่มมีปัญหา เมื่อผกก.ไม่กล้าเล่นอะไรที่หลุดโลกมากเกินไปเพราะกลัวความสมจริงของตัวละครมนุษย์จะลดลง ( ไม่จริงตั้งแต่บ้านลอยฟ้าแล้วครับพี่ ) เห็นได้จากการคิดมุขเครื่องแปลภาษาหมาที่ค่อนข้างแปลกมากกว่าจะขำ อีกทั้งเนื้อหาในส่วนนี้ก็ค่อนข้างเบาบาง จับต้องอะไรไม่ได้มากนัก ซึ่งน่าจะถูกใจคุณหนูๆ มากเป็นพิเศษ เพราะหนังก็ยังคงมีเหตุการณ์สนุกๆ อยู่ตลอดเวลา ถือว่าคราวนี้พิกซาร์เล่นง่ายมากเกินไปนิด ( คงผ่อนคลายหลังจากวอลล์อี ) หนังกลับมาจี๊ดอีกครั้งหลังจากที่คาร์ลพบสมุดภาพของเอลลี่และรู้ว่าการผจญภัยที่แท้จริงคืออะไร ถึงแม้ว่าประเด็นเรื่องของการยึดติด การปล่อยวาง หรือการโหยหาความรัก จะมาแบบซื่อๆ จริงใจดี ไม่ต้องตีความ แต่มันก็ทำได้อย่างน่าประทับใจและทำเอาน้ำตาซึมๆ ไปเหมือนกัน รวมถึงฉากไคลแมกซ์ตอนท้ายก็สนุกบันเทิงใจดีครับ สรูปแล้วคราวนี้พิกซาร์มาแบบสูตรสำเร็จทุกกระเบียดนิ้ว และไม่มีอะไรเหนือความคาดหมายครับ สำหรับผมพิกซาร์ยังคงต้องยกให้กับ Ratatouille และ Wall-E ครับ
.
Drag Me to Hell / Sam Raimi / USA / 2009 / ( 3.5/5 )
.
' อร่อยเหาะ ' ดูจะเป็นคำจำกัดความที่เหมาะสมกับหนังเรื่องนี้ หากใครเกิดทันหรือเคยได้ดูหนังสยองไตรภาค Evil Dead ( ภาคสามชื่อ Army of Darkness หรือที่คนไทยคุ้นกันดีในชื่อ อภินิหารกองพันซี่โครง ) คงรู้ว่าหนังสยองขวัญของแซม ไรมี่ นั้นโหด มันส์ ฮา ขนาดไหน นี่เป็นหนังสยองขวัญแบบที่เราไม่ได้เห็นกันนาน และทำให้ต้องนึกไปถึงหนังสยองขวัญทุนต่ำช่วงยุค 80 เรียกได้ว่า ' ตั้งใจ ' เชยกันตั้งแต่โลโก้เปิดเรื่องที่เป็นตรายูนิเวอร์แซลแบบเก่า ไปจนถึงพล็อตเรื่องง่ายๆ ตัวละครพื้นๆ รวมถึงซาวด์เอฟเฟกที่โหมกระหน่ำจนแสบแก้วหู หนังเล่าเรื่องราวของคริสตีน บราวน์ สาวออฟฟิศที่กำลังไต่เต้าแปรเปลี่ยนชนชั้นของตัวเองเป็นผู้ช่วยผู้จัดการในบริษัท โดยมีไอ้หนุ่มเอเชียอีกคนเป็นคู่แข่งคนสำคัญ อีกฟากหนึ่งชีวิตส่วนตัวของเธอก็ไม่ต่างอะไรไปกับละครน้ำเน่ากับเรื่องราวความรักระหว่างสาวบ้านนากับแฟนหนุ่มผู้ร่ำรวยที่มีแม่ผัวคอยกีดกัน วันหนึ่งเธอถูกสาปแช่งจากยายกานัชผู้น่าเกลียดให้ถูกผีลาเมียร์ลากลงนรกในสามวัน เพียงเพราะทำให้แกต้องอับอายขายหน้าต่อธารกำนัล ! คริสตีนจะทำอย่างไร จะแก้คำสาปได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องไปหาคำตอบกันเอง บอกได้คำเดียวว่ามันส์สะเด็ด หากคุณดูหนังเพื่อความบันเทิง นี่คือหนังที่ตอบสนองความต้องการของคุณได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องไปหาเหตุผลหรือสาระอะไรกับมันให้มากความ เพียงปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความเพลิดเพลิน ( และเพี้ยน ) ที่หนังมอบให้เท่านี้ก็คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปแน่นอน หรือหากคุณดูหนังเพื่อเอาเนื้อหาสาระ นี่ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่คุณไม่ควรมองข้าม เพราะมันแฝงไปด้วยแง่มุมทางสังคมให้ได้ขบคิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชนชั้นหรือระบบทุนนิยมในสังคมเมืองที่ต่างต้องดิ้นรน ชิงดีชิงเด่น และทำทุกวิถีทางให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่ก็นั่นแหละครับ หนังถูกฉาบหน้าไว้ด้วยความบันเทิงเป็นหลัก เหมือนนั่งรถไฟเหาะที่จบรอบแล้วก็จบกัน อาจมีความตื่นเต้นหลงเหลืออยู่บ้าง แต่มันก็จะหายไปในเวลาไม่นาน ( นอกจากคุณจะดูซ้ำ )
.
Collage of our Life / Yukihiko Tsutsumi / Japan / 2003 /
( 2.5/5 )
.
หากเปรียบหนังเรื่องนี้เหมือนกับส้มผลหนึ่ง ผมก็ขอลิ้มรสมันแค่ครึ่งผล ส่วนอีกครึ่งผมขอไม่รับไว้ เพราะมันจะทำให้ความหวานในส่วนที่ผมกินไปจืดจางลง เมื่อได้ดูหนังจบ ความรู้สึกของผมผสมปนเปกันจนไม่อาจบอกได้ว่าผมชอบหรือไม่ชอบหนังเรื่องนี้กันแน่ ครึ่งแรกของหนังให้ความหวังกับผมมากว่ามันจะต้องกลายเป็นหนังอีกเรื่องที่ผมประทับใจ หนังเล่าเรื่องราวของมาโกโตะ ช่างภาพหนุ่มตกงาน ที่วันหนึ่งได้รับภาพถ่ายและบัตรเชิญไปงานแสดงภาพจากชิซึรุแฟนเก่าที่ส่งมาจากนิวยอร์ก ก่อนที่หนังจะแฟลชแบคไปเมื่อสี่ปีก่อนที่คนทั้งสองรู้จักและได้มารักกัน ภาพถ่ายของมาโกโตะเสมือนเปิดโลกใหม่ที่สดใสให้กับผู้หญิงที่มีอดีตอันขมขื่นอย่างชิซึรุ เธอเข้ามาอาศัยอยู่กับเขาพร้อมกับส้มหนึ่งลังและปริศนาของมาม่าใส่มายองเนส เธอขอให้เขาสอนถ่ายภาพเพื่อหวังจะได้ก้าวเข้าไปสู่โลกเดียวกับเขา แต่ด้วยความที่เธอเป็นคนแปลก รูปถ่ายของเธอจึงเคลื่อนไหว ( ดูเป็นธรรมชาติ ) และไม่หยุดนิ่ง เป็นมุมมองที่มาโกโตะคิดว่าเขาไม่อาจจะสู้เธอได้ ความน้อยเนื้อต่ำใจหรืออิจฉาในความสำเร็จของแฟนสาวทำให้ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่จบลงพร้อมกับส้มหมดลัง และนั่นดูเหมือนว่าความคิดสร้างสรรค์ของหนังจะหมดตามลงไปด้วย เมื่อเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของหนัง มาโกโตะเดินทางมานิวยอร์กพร้อมกับบัตรเชิญใบนั้น เมื่อได้ยินข่าวว่าชิซึรุตายจากไปแล้ว เหตุการณ์ในช่วงนี้ดูหลุดโทนของหนังและสิ่งที่ผมคิดไว้มาก ผมไม่เข้าใจว่าทำไมหนังถึงเลือกนำเสนอตัวเองในอารมณ์แบบการ์ตูน ซึ่งดูเลอะเทอะมากสำหรับผม โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากดวลเดี่ยวตอนท้ายเรื่อง ทั้งๆ ที่ครึ่งเรื่องแรกหนังให้อารมณ์รักที่โรแมนติก ( แม้จะมีความเหนือจริงในบางฉากหรืองานภาพที่หวือหวา ) ประเด็นในเรื่องความฝันและการไขว่คว้าให้ได้มานั้นจึงไม่แรงพอที่จะสร้างความประทับใจให้กับผมได้ โชคดีที่ในช่วงท้ายหนังนำพาอารมณ์แบบที่ผมต้องการกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อภาพถ่ายและหญิงสาวถูกซ้อนทับกันด้วยความฝันของชายหนุ่ม แม้จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ แต่มันก็ดูโรแมนติกดีเหลือเกิน ก่อนที่หนังจะจบลงพร้อมกับความพอใจในระดับหนึ่งครับ
.
.
#1 By Kiss The Rain on 2009-06-24 21:53