A Moment in June : เดือนนี้ดูอะไร P.1

posted on 24 Jun 2009 11:58 by filmboran  in Films

    Uzak / Nuri Bilge Ceylan /  Turkey / 2002 / ( 4.5/5 )

        นี่คือหนังที่เนิบช้า แต่เดินหน้าไปด้วยความหนักแน่นและแม่นยำในสิ่งที่ตัวเองต้องการนำเสนอได้อย่างดียิ่ง ด้วยพล็อตของหนังที่ค่อนข้างจำกัดและบทสนทนาเพียงเล็กน้อย แต่ตลอดเวลากว่าสองชั่วโมง กลับทำให้เราตกผลึกถึงความเหงาและความแปลกแยกของคนในสังคมเมืองอย่างถึงแก่น  หนัีงเล่าเรื่องความสัมพันธ์ในลักษณะ.....ใกล้กัน เหมือนไกลห่าง.....ระหว่าง ' ยูซุฟ ' ชายหนุ่มบ้านนาผู้เข้ามาหางานทำในเมืองใหญ่อย่างอิสตันบูล โดยขออาศัยร่วมห้องกับ ' มาห์มุท ' ญาติผู้เป็นช่างภาพ ที่เข้ามาต่อสู้ดิ้นรน ไขว่คว้าหาความสำเร็จ นัยหนึ่งเขาคือผู้ที่ผ่านกระบวนการทำให้เป็นคนเมืองอย่างสมบูรณ์ การมาถึงของยูซุฟจึงทำให้เขารู้สึกว่าตนเองสูญเสียความเป็นส่วนตัวไปทีละน้อย หนังค่อนข้างที่จะเทน้ำหนักไปที่ตัวละครของมาร์มุท โดยเราจะเห็นได้ชัดเจนว่าเขาคือชายผู้มีระเบียบและพยายามรักษาระยะห่างของความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากับคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นภรรยาที่ต้องเลิกรากันไปเพราะความผิดพลาด แม่ที่เขาไม่ค่อยได้กลับไปดูแล หรือแม้แต่โสเภณีที่มีหน้าที่เพียงบำบัดความใคร่ ในขณะเดียวกันยูซุฟก็คือสิ่งที่ตรงกันข้าม เขาคือคนซื่อที่ใช้ชีวิตอย่างไม่มีระเบียบแบบแผนอะไรนัก มีแม่ที่เขารักและเป็นห่วง แต่ดูเหมือนว่าสังคมเมืองจะโหดร้ายกับเขาเหลือเกิน สิ่งที่เขาทำได้ไปวันๆ คือ ' การสูบบุหรี่ ' เสมือนเป็นหน้าที่ที่ทำให้ตนเองรู้สึกว่ามีเป้าหมายในชีวิต นี่อาจเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขาเหมือนกับมาร์มุท ( แม้ว่ายี่ห้อของบุหรี่หรือสถานที่สูบจะแตกต่างกันก็ตาม ) นอกจากบทหนังจะเป็นไปในลักษณะให้น้อยแต่ได้มากแล้ว สิ่งที่ผมชอบในหนังเรื่องนี้คืองานด้านภาพที่ไม่เพียงแต่สวยงามแต่ยังสามารถจับเอาบรรยากาศหรือสภาพแวดล้อมมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่เนื้อหาของหนังด้วย หิมะขาวโพลนราวกับสภาพจิตใจของคนเมืองที่ไร้ชีวิตชีวา และเมื่อคราที่มันละลายมาห์มุทก็ต้องอยู่อย่างเดียวดายในท้ายที่สุด
 .
     Carandiru / Hector Babenco /  Brazil / 2003 / ( 4/5 )
 .
         หนังสร้างจากเรื่องจริงของการสังหารหมู่นักโทษในเรือนจำ Carandiru ของซานเปาโล ผ่านทางประสบการณ์ของหมอ Draucio Varella ที่เข้าไปประจำอยู่ในคุกที่โหดที่สุดแห่งหนึ่ง แต่เขาก็สามารถเดินเข้าออกมันได้อย่างสบาย เพราะการพยายามเข้าใจและรับฟังเรื่องราวของนักโทษแต่ละคน จนได้รับความสนิทสนมนับถือ หนังเต็มไปด้วยตัวละครที่หลากหลาย และดูสนุกมากเรื่องหนึ่ง เพราะถึงแม้นี่จะเป็นหนังคนคุก แต่คุกที่นี่แตกต่างจากที่อื่นอย่างสิ้นเชิง มันเปรียบเสมือนกับสังคมขนาดใหญ่ นักโทษเรือนหมื่นที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องขัง พวกเขามีห้องของตัวเอง ( ถึงแม้จะล้น ) ทำอาหารกินเอง หรือแม้แต่มีกลุ่มอิทธิพลและการตัดสินปัญหากันเองภายใน ช่วงครึ่งแรกหนังแสดงให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ของนักโทษแต่ละคน ผ่านทางการสัมภาษณ์ของหมอและแฟลชแบคให้เห็นชีวิตก่อนที่พวกเขาจะถูกตัดสินจากสังคมภายนอกให้เข้ามาติดอยู่สถานที่ที่เรียกว่าคุก  ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าครอบครัวที่เผลอฆ่าคนตาย ชายหนุ่มสองเมียที่เคลียร์ไม่ลงตัว คู่พี่น้องที่มีชะตากรรมอันน่าอนาถ หรือแม้แต่เรื่องราวความรักของกะเทยร่างยักษ์ที่มีชื่อฮาๆ ว่าเลดี้ได ( รอดดริโก้ แซนโทโร่ กษัตริย์เปอร์เซ๊ยร์แห่ง 300 เรื่องนี้แต๋วเต็มตัว ) กับหนุ่มร่างเล็กที่มีรักแท้เป็นเกราะกำบัง ซึ่งทั้งหมดถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างสนุกสนาน อีกสิ่งหนึ่งที่แตกต่างก็คืองานด้านภาพที่สวยงามและปราณีตบรรจงกันทุกช็อต ทำให้หนังดูมีเอกลักษณ์ แต่ขณะเดียวกันก็ส่งผลร้ายกับหนังได้เหมือนกัน เพราะถือเป็นการดรามาไทซ์หรือทำให้หนังลดความสมจริงที่ควรจะเป็นลงไป ( เพราะแม้แต่ฉากแฟลชแบคบางช่วงก็ไม่ค่อยจำเป็นนัก ) เหตุการณ์สังหารหมู่ในช่วงท้ายจึงกลายเป็นไฟท์บังคับที่ต้องมีเพื่อให้หนังจบ ไม่ใช่ควรจะมีอย่างที่เราเอาใจช่วยและคล้อยตาม แต่ข้อคิดดีๆของหนัง การสะท้อนให้เห็นคุณค่าของชีวิตและสิทธิมนุษยชน รวมถึงความสนุกของมัน ก็สามารถลบข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ จนพอที่จะมองข้ามไปได้ครับ
  .
     UP / Pete Docter /  USA / 2009 / ( 3.5/5 )
  .  
        นับตั้งแต่ดูหนังของพิกซาร์ตั้งแต่เรื่องแรกจนถึงเรื่องปัจจุบัน พวกเขาไม่เคยทำให้ผมผิดหวัง มีเพียงชอบมากหรือชอบน้อยแค่นั้น น่าเสียดายที่หนังเรื่องนี้ความรู้สึกของผมอยู่ในข่ายหลัง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความคาดหวังที่สูงลิบลิ่ว จากกระแสมากมายที่ได้รับ แต่เมื่อได้ดูจริงแล้วนี่เป็นงานพิกซาร์ที่อยู่ในระดับมาตรฐานเท่านั้น  แน่นอนว่ามันยังคงเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์อันบรรเจิดและข้อคิดดีๆ มากมาย  ฉากชีวิตตอนเปิดเรื่องของคาร์ลกับเอลลี่เรียกความน่าสนใจและความน่าประทับใจได้ในทันที ก่อนที่คาร์ลในวัยชราจะได้พบกับรัสเซลล์ ลูกเสือสำรองจอมแก่นและการผจญภัยเหินเวหาที่สนุกสนานก็เริ่มต้นขึ้น แต่เมื่อทันทีที่บ้านลอยฟ้าแตะลงพื้นดินในช่วงกลางเรื่อง ดูหมือนว่าหนังจะเริ่มมีปัญหา เมื่อผกก.ไม่กล้าเล่นอะไรที่หลุดโลกมากเกินไปเพราะกลัวความสมจริงของตัวละครมนุษย์จะลดลง ( ไม่จริงตั้งแต่บ้านลอยฟ้าแล้วครับพี่ ) เห็นได้จากการคิดมุขเครื่องแปลภาษาหมาที่ค่อนข้างแปลกมากกว่าจะขำ  อีกทั้งเนื้อหาในส่วนนี้ก็ค่อนข้างเบาบาง จับต้องอะไรไม่ได้มากนัก ซึ่งน่าจะถูกใจคุณหนูๆ มากเป็นพิเศษ เพราะหนังก็ยังคงมีเหตุการณ์สนุกๆ อยู่ตลอดเวลา ถือว่าคราวนี้พิกซาร์เล่นง่ายมากเกินไปนิด ( คงผ่อนคลายหลังจากวอลล์อี ) หนังกลับมาจี๊ดอีกครั้งหลังจากที่คาร์ลพบสมุดภาพของเอลลี่และรู้ว่าการผจญภัยที่แท้จริงคืออะไร ถึงแม้ว่าประเด็นเรื่องของการยึดติด การปล่อยวาง หรือการโหยหาความรัก จะมาแบบซื่อๆ จริงใจดี ไม่ต้องตีความ แต่มันก็ทำได้อย่างน่าประทับใจและทำเอาน้ำตาซึมๆ ไปเหมือนกัน รวมถึงฉากไคลแมกซ์ตอนท้ายก็สนุกบันเทิงใจดีครับ  สรูปแล้วคราวนี้พิกซาร์มาแบบสูตรสำเร็จทุกกระเบียดนิ้ว และไม่มีอะไรเหนือความคาดหมายครับ สำหรับผมพิกซาร์ยังคงต้องยกให้กับ Ratatouille และ Wall-E ครับ
  . 
     Drag Me to Hell / Sam Raimi /  USA / 2009 / ( 3.5/5 )
  .  
         ' อร่อยเหาะ ' ดูจะเป็นคำจำกัดความที่เหมาะสมกับหนังเรื่องนี้ หากใครเกิดทันหรือเคยได้ดูหนังสยองไตรภาค Evil Dead ( ภาคสามชื่อ Army of Darkness หรือที่คนไทยคุ้นกันดีในชื่อ อภินิหารกองพันซี่โครง ) คงรู้ว่าหนังสยองขวัญของแซม ไรมี่ นั้นโหด มันส์ ฮา ขนาดไหน นี่เป็นหนังสยองขวัญแบบที่เราไม่ได้เห็นกันนาน และทำให้ต้องนึกไปถึงหนังสยองขวัญทุนต่ำช่วงยุค 80  เรียกได้ว่า ' ตั้งใจ ' เชยกันตั้งแต่โลโก้เปิดเรื่องที่เป็นตรายูนิเวอร์แซลแบบเก่า ไปจนถึงพล็อตเรื่องง่ายๆ ตัวละครพื้นๆ รวมถึงซาวด์เอฟเฟกที่โหมกระหน่ำจนแสบแก้วหู หนังเล่าเรื่องราวของคริสตีน บราวน์ สาวออฟฟิศที่กำลังไต่เต้าแปรเปลี่ยนชนชั้นของตัวเองเป็นผู้ช่วยผู้จัดการในบริษัท โดยมีไอ้หนุ่มเอเชียอีกคนเป็นคู่แข่งคนสำคัญ อีกฟากหนึ่งชีวิตส่วนตัวของเธอก็ไม่ต่างอะไรไปกับละครน้ำเน่ากับเรื่องราวความรักระหว่างสาวบ้านนากับแฟนหนุ่มผู้ร่ำรวยที่มีแม่ผัวคอยกีดกัน วันหนึ่งเธอถูกสาปแช่งจากยายกานัชผู้น่าเกลียดให้ถูกผีลาเมียร์ลากลงนรกในสามวัน เพียงเพราะทำให้แกต้องอับอายขายหน้าต่อธารกำนัล !  คริสตีนจะทำอย่างไร จะแก้คำสาปได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องไปหาคำตอบกันเอง บอกได้คำเดียวว่ามันส์สะเด็ด หากคุณดูหนังเพื่อความบันเทิง นี่คือหนังที่ตอบสนองความต้องการของคุณได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องไปหาเหตุผลหรือสาระอะไรกับมันให้มากความ เพียงปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความเพลิดเพลิน ( และเพี้ยน ) ที่หนังมอบให้เท่านี้ก็คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปแน่นอน หรือหากคุณดูหนังเพื่อเอาเนื้อหาสาระ นี่ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่คุณไม่ควรมองข้าม เพราะมันแฝงไปด้วยแง่มุมทางสังคมให้ได้ขบคิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชนชั้นหรือระบบทุนนิยมในสังคมเมืองที่ต่างต้องดิ้นรน ชิงดีชิงเด่น และทำทุกวิถีทางให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตัวเองต้องการ  แต่ก็นั่นแหละครับ หนังถูกฉาบหน้าไว้ด้วยความบันเทิงเป็นหลัก เหมือนนั่งรถไฟเหาะที่จบรอบแล้วก็จบกัน อาจมีความตื่นเต้นหลงเหลืออยู่บ้าง แต่มันก็จะหายไปในเวลาไม่นาน ( นอกจากคุณจะดูซ้ำ )
  . 
     Collage of our Life / Yukihiko Tsutsumi / Japan / 2003 /
     ( 2.5/5 )
  .  
         หากเปรียบหนังเรื่องนี้เหมือนกับส้มผลหนึ่ง ผมก็ขอลิ้มรสมันแค่ครึ่งผล ส่วนอีกครึ่งผมขอไม่รับไว้ เพราะมันจะทำให้ความหวานในส่วนที่ผมกินไปจืดจางลง   เมื่อได้ดูหนังจบ ความรู้สึกของผมผสมปนเปกันจนไม่อาจบอกได้ว่าผมชอบหรือไม่ชอบหนังเรื่องนี้กันแน่  ครึ่งแรกของหนังให้ความหวังกับผมมากว่ามันจะต้องกลายเป็นหนังอีกเรื่องที่ผมประทับใจ หนังเล่าเรื่องราวของมาโกโตะ ช่างภาพหนุ่มตกงาน ที่วันหนึ่งได้รับภาพถ่ายและบัตรเชิญไปงานแสดงภาพจากชิซึรุแฟนเก่าที่ส่งมาจากนิวยอร์ก ก่อนที่หนังจะแฟลชแบคไปเมื่อสี่ปีก่อนที่คนทั้งสองรู้จักและได้มารักกัน ภาพถ่ายของมาโกโตะเสมือนเปิดโลกใหม่ที่สดใสให้กับผู้หญิงที่มีอดีตอันขมขื่นอย่างชิซึรุ เธอเข้ามาอาศัยอยู่กับเขาพร้อมกับส้มหนึ่งลังและปริศนาของมาม่าใส่มายองเนส เธอขอให้เขาสอนถ่ายภาพเพื่อหวังจะได้ก้าวเข้าไปสู่โลกเดียวกับเขา แต่ด้วยความที่เธอเป็นคนแปลก รูปถ่ายของเธอจึงเคลื่อนไหว ( ดูเป็นธรรมชาติ ) และไม่หยุดนิ่ง เป็นมุมมองที่มาโกโตะคิดว่าเขาไม่อาจจะสู้เธอได้ ความน้อยเนื้อต่ำใจหรืออิจฉาในความสำเร็จของแฟนสาวทำให้ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่จบลงพร้อมกับส้มหมดลัง และนั่นดูเหมือนว่าความคิดสร้างสรรค์ของหนังจะหมดตามลงไปด้วย เมื่อเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของหนัง มาโกโตะเดินทางมานิวยอร์กพร้อมกับบัตรเชิญใบนั้น เมื่อได้ยินข่าวว่าชิซึรุตายจากไปแล้ว เหตุการณ์ในช่วงนี้ดูหลุดโทนของหนังและสิ่งที่ผมคิดไว้มาก ผมไม่เข้าใจว่าทำไมหนังถึงเลือกนำเสนอตัวเองในอารมณ์แบบการ์ตูน ซึ่งดูเลอะเทอะมากสำหรับผม โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากดวลเดี่ยวตอนท้ายเรื่อง ทั้งๆ ที่ครึ่งเรื่องแรกหนังให้อารมณ์รักที่โรแมนติก ( แม้จะมีความเหนือจริงในบางฉากหรืองานภาพที่หวือหวา ) ประเด็นในเรื่องความฝันและการไขว่คว้าให้ได้มานั้นจึงไม่แรงพอที่จะสร้างความประทับใจให้กับผมได้ โชคดีที่ในช่วงท้ายหนังนำพาอารมณ์แบบที่ผมต้องการกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อภาพถ่ายและหญิงสาวถูกซ้อนทับกันด้วยความฝันของชายหนุ่ม แม้จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ แต่มันก็ดูโรแมนติกดีเหลือเกิน ก่อนที่หนังจะจบลงพร้อมกับความพอใจในระดับหนึ่งครับ
  .
  .

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เจอหนังที่จะดูเสาร์อาทิตย์นี้แล้วค่ะ..ขอบคุณสำหรับข้อมูลดี ๆ นะคะ..big smile

#1 By Kiss The Rain on 2009-06-24 21:53

ข้อมูลเพียบ confused smile
หนึ่งในนั้นอยากดูอัพ แต่นอกเหนือนั้นอยากดูทรานส์ฟอร์เมอร์ค่ะ open-mounthed smile

#2 By สส.eVeZaa on 2009-06-24 22:30

สำหรับผม

กระชากลงหลุม-มันส์มาก ฮามากกว่า

ปู่ซ่าบ้าพลัง-กรี๊ดมาก!!! นี่มันหนังรักของแท้ นี่มันคือหนังบริจาคน้ำตาดดยเฉพาะconfused smile

#3 By R O C K on 2009-06-24 22:46

หนังเรื่องแรกเหมือนจะเคยดูเลยค่ะ
แต่จำชื่อไม่ได้ แค่คุ้นกับภาพ
ไม่รู้ใช่เรื่องที่เคยเข้าฉายงานเทศกาลที่กทม.หรือเปล่า
ถ้าใช่ก็เป็นเรื่องที่ชอบภาพมาก ๆ

เรื่องอัพเพิ่งไปดูมา
จะว่าชอบก็ชอบนะ
แต่เรารู้สึกเหมือนมันยังไม่กลมกล่อม
คือส่วนที่ซึ้งเราก็ซึ้งมาก
ที่ขำก็ขำมาก
ที่ลุ้นก็ลุ้นมาก
เต็มที่ทุกความรู้สึก แต่เหมือนทุกความรู้สึกมันมาจากหนังคนละเรื่องอะค่ะ แยก ๆ กันอยู่

แต่ไม่ชอบจุดนึง
ไม่ชอบตอนตัวโกงตกเครื่องบินแล้วหายไปเลย
ยิ่งเป็นแอนิเมชั่นยิ่งไม่ชอบให้มีฉากประเภท ใครเป็นศัตรู ใครเป็นตัวร้าย มันต้องตาย (ความเห็นส่วนตัวนะ)
ส่วนตัวเราชอบแรททาทูอี แต่ไม่ชอบวอลอีล่ะค่ะ

เรื่องสุดท้ายซื้อแผ่นไว้นานมาก
เปิดมาอีกที
อ้าว เจ๊งซะแล้ว

sad smile

#4 By มโนภาพ on 2009-06-24 23:00

พึ่งดู up ไปเรื่องเดียวเองconfused smile

#5 By V@R on 2009-06-24 23:25

อื้มหืม.... เพลง +++++ ^O^
ไปดู UP ดีกว่า
กำลังจะไปดูupconfused smile

#7 By wesong on 2009-06-24 23:53

Drag Me to Hell ตลกร้ายสลับเขย่าขวัญดี
Collage of our Life เคยดูนานแล้ว แต่ก็จำอะไรไม่ได้เลย
sad smile

#8 By wesong on 2009-06-24 23:58

ฉากกินส้มทำน้ำตาเล็ด

#9 By พ. on 2009-06-24 23:59

อ่านแล้วอยากดูไปทุกเรือ่งเลย

แต่คงไม่ได้ไปแน่ๆ

#10 By Prae on 2009-06-25 00:11

UP: รู้กันครับ ไม่มีคำบรรยายสำหรับพี่ big smile

Collage of our Life: พี่ค่อนข้างชอบเลยทีเดียวครับ (อาจเพราะตอนที่ดูนั้นกำลังอยู่ในช่วงอกหักพอดี ) และมีเรียวโกะนำแสดง (อันนี้ส่วนตัว ) อีกอย่างที่ชอบคือภาพถ่ายสวยๆ ที่มันช่วยสนองความรู้สึกส่วนตัวของพี่ที่ถ่ายภาพได้ห่วยบรม แต่ก็จริงมากครับที่หนังหลุดโทนไป บ้างก็ดูโง่เง่า แต่ยังไงพี่ก็กลับชอบมันครับ (ความรู้สึกส่วนตัวล้วนๆ 555)

ส่วนอีกสามเรื่องยังไม่ไ่ด้ดูเลยครับ แต่อยากลองชิมสองเรื่องแรกครับ

#11 By Seam - C on 2009-06-25 08:03

ปล. ขอบคุณกับการกลับมาของหัวบล็อคนะครับ question

#12 By Seam - C on 2009-06-25 08:03

เรื่องสุดท้าย เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับภาพถ่ายเหรอคะ ... เอ น่าสนใจเนอะ

ภาพถ่ายนำพามาด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจได้เสมอ

เสียดายกลาง ๆ เรื่องเนอะ ที่เนื้อหาไปเป็นการ์ตูนอ่ะ

:)


ขอบคุณนะคะ เนื้อหาเรื่องย่อ เขียนได้น่าสนใจมาก ๆ เลยค่ะbig smile

#13 By Initmate on 2009-06-25 09:11

ยังไม่ได้ดูซักกะเรื่อง T T
อยากดูอัพ.. เรื่องสยองเนี่ยไม่ไหวนะ หลอน confused smile

#15 By คุณบิ๋ม on 2009-06-25 09:26

ขอบคุณครับ ต้องเลือกดูเป็นบางเรื่องซะแล้วครับ big smile

#16 By ชายคลอง on 2009-06-25 10:13

ชอบ UP ล่ะ ... ชอบเสียงรัสเซลอ่ะ น้าร้ากกกก

เรื่องอื่นยังไม่เคยดู ไว้ไปหาดูบ้าง แต่ drag me to hell คงดูไม่ไหว

#17 By MoshMosh on 2009-06-25 17:34

เดือนนี้ยังไม่ได้ดูอะไรเลยสักเรื่องค่ะ..
อยากไปดูหนังมาก แต่คัดจมูกตลอดเวลา กลัวเข้าโรงหนังแล้วคนอื่นจะรำคาญ.. sad smile

#18 By แอ้ on 2009-06-26 15:18

อยากดู UP ง่า.....

เรือ่งที่สองก็น่าดู

เรื่องแรกก็น่าสนใจ

เอางั้น อยากดูทุกเรือ่งเลย

เอิ้กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ open-mounthed smile

#19 By Tammada on 2009-06-26 17:10

โฮ๊ะ ... เรื่องแีรกน่าสนใจมากเลยค่ะ


big smile big smile

#20 By KAINUI * on 2009-06-26 22:16

Up ไม่ค่อยสนุกนะช่วงผจญภัยเนี่ย ชอบช่วงซึ้งๆ มากกว่า

Carandiru สนุกมาก ชอบๆ

Drag Me to Hell เหมือนนั่งรถไฟเหาะจริงๆ ชอบมากๆ เลยครับ

เรื่องสุดท้ายน่าสนใจ แม้จขบ.จะมีทักไว้ก็ตม

#21 By eak early : เอกเช้า on 2009-06-27 00:10

ยังไม่ได้ดูสักเรืองเลยอะsad smile

#22 By __ลิงย้วย__ on 2009-06-27 23:06

Carandiru ซื้อแผ่นจากสีลมมาครบ 5 ปีแล้ว (จริงๆ)

ยังไม่ได้ดูเลย จะดองใว้แ_่ก 5555

อยากดู UP

#23 By zoxmok on 2009-06-28 05:00

i lOve uP' stOries sO sO,..

#24 By jEn(a lOt lOst) on 2009-06-28 20:18

น่าดูทั้งน้านนเลยจริง ๆ

#25 By Highwind on 2009-06-29 00:38

มีคิวดู UP แล้ว open-mounthed smile

#26 By kitipan on 2009-06-29 08:06

เขียนได้ดีมาก เป็นนักวิจารณ์ด้วยรึเปล่าครับsurprised smile

#27 By Ripley on 2009-06-29 15:16

ขอบคุณสำหรับทุกความเห็นนะคร้าบบ big smile

Ripley : ไม่ได้เป็นนักวิจารณ์หรอกครับ เขียนตามความรู้สึกล้วนๆ 55

#28 By Faris Cassidy on 2009-06-29 15:33

ดูไป 2 เรื่องเองครับ


เรื่องอื่น จดไว้ในลิสต์แล้ว ^^

#29 By sansanae on 2009-06-30 23:05