ฟิล์มกระซิบ...#1

posted on 03 May 2010 01:33 by filmboran in Films
[REC]2 - 2009 - Spain - Jaume Balagueró, Paco Plaza
.....[C]....
 
 
          นี่คือภาคต่อที่ทำให้หนังภาคแรกกลายเป็นหนังสยองขวัญขึ้นหิ้งไปในทันที!.....[Rec] เป็นหนังสัญชาติสเปนที่ภาคแรกได้รับการจดจำในฐานะหนังซอมบี้ที่สร้างความสดใหม่ในวิธีการเดิมๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยบรรยากาศแบบเรื่องจริงผ่านจอ ผสานกับความลึกลับและลุ้นระทึกชนิดเสียวสันหลัง รวมถึงประเด็นทางสังคมที่สอดแทรกอย่างมีรสนิยม....แต่หนังภาคสองโยนตรรกะทุกอย่างทิ้งไปจนหมด และนำเสนอเหมือนหนังสยองขวัญราคาถูก ที่มีเรื่องราวอันงี่เง่าราวกับเรากำลังนั่งดูดิเอ็กโซซิสต์ภาคที่ร้อยแปด ความสมจริงสมจังและความน่าเคลือบแคลงสงสัยในภาคแรกหายไปพร้อมกับการที่หนังพยายามอธิบายเรื่องราวทุกอย่างแบบไร้ชั้นเชิง ประกอบกับความเข้าใจผิดที่ว่าทุนเยอะกว่า บู๊มากกว่า แล้วจะดีกว่าเดิม เพราะมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น  หนังมีเทคนิคการนำเสนอที่โฉ่งฉ่าง เปิดเผย ไร้ความแปลกใหม่และขาดซึ่งความน่าสนใจ ถึงแม้หนังจะเพิ่มกล้องให้มากขึ้นเพื่อรองรับกับเหตุการณ์ในแต่ละช่วง และใช้ไนท์โหมดเป็นกิมมิคที่ดูกิ๊บเก๋ดีไม่หยอก แต่ดูเหมือนว่าตากล้องจำเป็นเหล่านี้จะไม่รู้สึกสะทกสะท้านกับเหตุการณ์ขวัญผวาตรงหน้าแต่อย่างใด เพราะจับภาพได้เด็ดขาดและนิ่งดีเหลือเกิน...จุดด้อยที่เห็นอย่างเด่นชัดที่สุด คือการที่หนังเพิ่มตัวละครอีกชุดหนึ่งเข้ามาในช่วงครึ่งหลัง ซึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่น่ารำคาญและไม่ได้มีความจำเป็นใดๆ มากไปกว่าการที่ทำให้เรื่องสามารถเดินต่อไปได้ พร้อมกับนำไปสู่จุดหักมุมในช่วงท้ายที่ทำให้หนังซอมบี้มีระดับกลายเป็นหนังผีดีชั่วแบบเก่าๆ ที่ไม่น่าจดจำ
 
Iron Man 2 - 2010 - USA - Jon Favreau
.....[B]....
 
 
         นี่ผมกำลังนั่งดูหนังเรื่อง Iron Man หรือภาคเสริมของ The Avengers ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตกันแน่!...หากภาคแรกคือส่วนผสมที่กลมกล่อมระหว่างเรื่องราว ตัวละคร และฉากแอคชั่นมันส์ๆ ที่เป็นจุดขาย หนังภาคนี้กลับขาดๆ เกินๆ จนถึงขั้นล้น แต่ขณะเดียวกันมันกลับไม่ได้ทำให้เรื่องราวคืบหน้าหรือพัฒนาไปจากเดิมแต่อย่างใด หนังพยายามพูดประเด็นมากมายไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร พ่อ เพื่อน คนรัก ตัวร้าย สาธารณชน ตัวตนของตัวเอง การจิกกัดอุตสาหกรรมผลิตอาวุธของประเทศ การหาขุมพลังงานใหม่ที่ไม่มีอะไรให้ลุ้น ไปจนถึงเรื่องการรวมทีมซุปเปอร์ฮีโร่และตัวละครของแซมมวล แจ็คสัน ที่ใส่เข้ามาอย่างเกินพอดี ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลทำให้เส้นเรื่องสับสนและมีเหตุการณ์ยิบย่อยมากมายที่จับต้องได้เพียงผิว หนังจึงไม่มีทิศทางที่ชัดเจนและขาดความเป็นเอกภาพของตัวเองไปอย่างน่าเสียดาย แน่นอนว่าจากสิ่งที่เป็นอยู่ เนื้อที่สำหรับฉากแอ็คชั่นนั้นจึงเหลือน้อยเต็มที จะมีเพียงแค่ต้นเรื่องในสนามแข่งรถกับฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่องที่เป็นจุดขายเท่านั้น หากใครที่หวังแอคชั่นมันส์กระหน่ำก็ต้องทำใจไว้ ณ จุดนี้.....แต่มันคงฟังดูดัดจริตเกินไปถ้าจะบอกว่าหนังเรื่องนี้ไม่สนุกเลยซักนิด แน่นอนว่าพลังความกระตือรือร้นและเสน่ห์อันล้นเหลือของโรเบิร์ต ดาวนี จูเนียร์ สามารถพยุงหนังทั้งเรื่องให้เดินหน้าไปได้ตลอดรอดฝั่ง หนังมีบทสนทนาที่คมคายและมุขตลกสอดแทรกที่ได้ผลอยู่เป็นระยะ รวมถึงตัวละครสมทบอื่นๆ ที่มีสีสันซึ่งหนังเฉลี่ยบทบาทได้ดี ถึงแม้ว่าตัวละครของมิกกี้ รู้ก ที่เป็นตัวร้ายหลักจะง่อยเปลี้ยไปหน่อยก็ตาม และหากตัดฉากแอ็คชั่นกิ๊กก๊อกช่วงกลางเรื่องที่ไม่น่าสนใจออกไป ฉากที่เหลืออีกสองฉากที่ว่าก็ดูสนุกตื่นเต้นดีเหมือนกัน.....สรุปแล้ว ถ้าไม่คิดอะไรมาก นี่ก็เป็นหนังที่ดูได้เพลินๆ ถึงจะไม่แปลกใหม่ แต่ก็ไม่เลวร้ายครับ
 
The Umbrellas of Cherbourg - 1964 - France - Jacques Demy 
.....[A+++].....
 

           ผมหลงใหลในภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ! นี่คือหนังที่เต็มไปด้วยท่วงทำนองอันหวานซึ้งและขมขื่น เพราะตลอดความยาวเก้าสิบนาทีของมันตัวละครสนทนากันด้วยบทเพลง...ถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับในช่วงนิวเวฟของฝรั่งเศส แต่หนังของฌาคส์ เดอมี กลับมีความแตกต่างในแง่ของรูปแบบและไม่ได้ดูยากแต่ประการใด พลอตของหนังอาจไม่ต่างอะไรกับน้ำเน่าประเภทรักแท้แพ้ระยะทาง แต่หนังสนับสนุนความเป็นเมโลดรามาของตัวเองด้วยองค์ประกอบศิลป์ที่เล่นกันอย่างสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นสีสันอันจัดจ้านที่ทำให้นึกไปถึงเทคนิคคัลเลอร์ในยุคทองของฮอลลีวู้ด การทำเก๋ด้วยการแบ่งหนังออกเป็นสามบทนั่นคือ การจากไป (The Departure) การจากลา (The Absence) และการกลับมา (The Return) รวมถึงกล้องที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา...แน่นอนว่าสิ่งที่เป็นหัวใจของหนังเรื่องนี้คือบทสนทนาที่นักแสดงถ่ายทอดออกมาเป็นเสียงเพลง ไล่ตั้งแต่เพลงวัยใสรักรำพันไปจนถึงอกหักรักรันทด ต่างก็ทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์แบบและสื่ออารมณ์ในแต่ละซีนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะฉากการจากไปพร้อมเพลง I will wait for you นั้นคลาสสิกและทรงพลังมาก.....สรุปแล้วผมรักหนังเรื่องนี้และได้แต่โทษตัวเองว่าดูมันช้าไป ส่วนร่มของแชร์บูรก์จะหมายถึงอะไรไปหามาดูกันครับ แต่ที่แน่ๆ แคทเธอรีน เดอเนิฟ สวยมากกกก!
 
Voice of a Distant Star - 2003 - Japan - Makoto Shinkai
.....[A+].....
 

           นี่อาจเป็นหนังไซไฟที่เหงาที่สุดในจักรวาล เพียงประโยคที่ว่า " เราอาจเป็นคู่รักที่ถูกพรากจากกันด้วยระยะทางระหว่างโลกและห้วงอวกาศ " จากเสียงเพรียกของเด็กสาวคนหนึ่งผู้ติดอยู่ท่ามกลางความเหงาบนดวงดาวอันห่างไกล ก็อาจสรุปใจความสำคัญของหนังและทำให้เรารื้นขึ้นด้วยความสะเทือนใจ...แน่นอนว่าด้วยความยาวเพียง 25 นาที เรื่องราวจึงไม่สำคัญเท่ากับอารมณ์และความรู้สึก หนังไม่พิรี้พิไรในการบ่มเพาะบรรยากาศ แต่กลับสาดใส่เราด้วยความเหงาแบบทันทีทันใดด้วยภาพและเสียงที่เศร้าสร้อย บวกกับบทสนทนาเพียงเล็กน้อยก็สร้างความรู้สึกเจ็บปวดของการรอคอยอย่างเฉียบพลัน...หากแหงนมองดาวที่เปล่งประกายอยู่บนท้องฟ้า ไม่สำคัญว่ามันจะอยู่ห่างจากเรามากแค่ไหน หรือส่องสว่างมาจากช่วงเวลาใด เพราะมันอาจเป็นเพียงข้อความจากคนไกลว่าฉันยังคงอยู่ที่นี่ และ ณ ขณะนี้เวลาของเราตรงกันเสมอ
 
A Woman, a Gun and a Noodle Shop - 2009 - China - Zhang Yimou
.....[A].....
 

           ถือเป็นความแปลกตาไม่น้อยสำหรับผลงานเรื่องใหม่ของยอดผู้กำกับอย่างจางอี้โหมว  ความน่าสนใจที่สำคัญของหนังเรื่องนี้ คือการที่เรื่องราวเดียวกันแต่ถูกสร้างออกมาโดยผู้กำกับระดับ auteur สองคน (จริงๆ สาม^^) มันจะเป็นอย่างไร และผลลัพธ์ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน เพราะในขณะที่หนังต้นฉบับของพี่น้องโคเอน บ่งบอกถึงลักษณะฟิล์มนัวร์และความเป็นทุนนิยมของตะวันตก  หนังใหม่ของจางอี้โหมวกลับดึงประเด็นเรื่องเฟมินิสต์ตามแบบตะวันออกที่เขาถนัดให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น.....หนังเปิดเรื่องด้วยอารมณ์ชวนหัว ก่อนที่จะเข้าสู่อารมณ์ลึกลับ เขย่าขวัญ ตามแบบฉบับหนังทริลเลอร์ชั้นดีซักเรื่องหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่ามันยังคงแฝงอารมณ์ขันร้ายๆ ไว้อย่างมีชั้นเชิงด้วย ฉากเล็กๆ ฉากหนึ่งที่ผมชอบมากคือการที่ชายหญิงคู่หนึ่งนั่งถกกันถึงเรื่องสิทธิในการครอบครองวัตถุอย่างเมามัน และถึงแม้เราจะรู้เรื่องราวของหนังตั้งแต่ต้นจนจบมาก่อนแล้ว เทคนิคการนำเสนอของเฮียจางก็ดึงให้เราจดจ่ออยู่กับภาพตรงหน้าได้โดยตลอด ซึ่งในที่นี้งานด้านภาพยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญเหมือนเช่นเคย...อาจนับได้ว่านี่เป็นหนึ่งในหนังรีเมกที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง ซึ่งจางอี้โหมวแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนที่ครบองค์เพียงใด เหมือนอย่างที่ครั้งหนึ่งเขาเคยลบคำสบประมาทของผู้กำกับรุ่นใหม่ให้ Keep Cool ไว้ไอน้องเอ๊ย พี่นี่แหละของจริง !
 
นาคปรก - 2010 - ไทย - ภวัต พนังคศิริ
.....[B+].....
 

           หากพิจารณาเป็นฉากๆ อาจบอกได้ว่านี่คือหนังที่ทำให้เรายังมีความหวังต่อวงการ น่าเสียดายอยู่นิดตรงที่ เมื่อมองโดยภาพรวมแล้ว มันยังไม่สามารถก้าวขึ้นไปสู่จุดที่เรียกว่าสมบูรณ์แบบ บทหนังยังขาดๆ เกินๆ ไปบ้างและไม่ค่อยลื่นไหลนัก โดยเฉพาะช่วงแรกของหนังที่ดูกะพร่องกะแพร่ง ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อ หรือเนื้อหาที่ไม่ได้ทำให้เรื่องราวมีอะไรมากกว่าที่เป็นอยู่ ก่อนที่จะเริ่มดีขึ้นในช่วงกลางไปจนถึงช่วงท้ายของหนัง ในแง่ของการนำเสนอ หนังคุมโทนและบรรยากาศของเรื่องได้ค่อนข้างดี ช็อตหลายช็อตถูกออกแบบมาอย่างสวยงาม แม้จะแลดูตั้งใจสื่อสารไปซักนิดก็ตาม และก็มีหลายครั้งที่หนังทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า วัตถุดิบอันล้ำค่าที่หนังมีประกอบกับความกล้าอย่างเต็มเปี่ยมนั้นยังคงไม่แรงพอที่จะไปจนถึงสุดทางของมัน...อย่างไรก็ตามมีหนังไทยเพียงน้อยเรื่องที่ผม "รู้สึกสนุก" ขณะนั่งดู และหนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในนั้น นี่อาจจะไม่ใช่หนังไทยที่ดีเลิศประเสริฐศรีแต่มันก็ยังคงมีคุณค่า เพราะท่ามกลางหนังผีหรือมีแต่รักที่ไม่ได้ความ หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความกล้าที่จะแตกต่าง และเป็นความกล้าที่น่าสนันสนุนเป็นอย่างยิ่ง
 
 
ป.ล  ห่างหายจากการอัพบล็อกไปเป็นเวลานานจนโดนค่อนขอด ^^ เพราะติดไปลงในเฟสบุ๊คแทน แต่ยังไงก็จะกลับมาแวะเวียนอัพเรื่อยๆ นะคร้าบ อย่าเพิ่งหนีหายกันไปเสียก่อน ฮ่าฮ่า