นึกย้อนไปเมื่อครั้งที่ผมยังเด็ก ในตอนนั้นเป็นประจำทุกวันศุกร์ยาวนานตลอดหลายปีที่ครอบครัวผมมีนัดกับโรงภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นสยาม สกาล่า ฮอลลีวู้ด แมคเคนน่า หรืออินทรา และศุกร์หนึ่งของช่วงเวลานั้น พวกเรามีนัดกับโรงหนังเฉลิมกรุง สมัยที่สถานที่แห่งนี้ยังคงได้รับความนิยม และเป็นแหล่งสร้างความบันเทิงให้กับผู้คนในย่านวังบูรพา ซึ่งครอบครัวของเราเป็นหนึ่งในนั้น ผมจำได้ว่าวันนั้นพ่อกับแม่จะพาผมและพี่สาวไปดูหนังเรื่องหนึ่งที่ท่านทั้งสองตื่นเต้นกันมาก และอยากให้เราสองพี่น้องได้สัมผัสกับมันในโรงภาพยนตร์ แม้ว่านี่จะเป็นการนำกลับมาฉายอีกครั้ง โดยที่ฟิล์มภาพยนตร์ถูกทำลายไปมากแล้ว ผมยังจำวันนั้นได้ดี โรงหนังเฉลิมกรุงยังคงมีกลื่นอายแห่งอดีตที่หรูหราตามแบบฉบับของโรงมหรสพชั้นเลิศ ผู้คนมากมายต่างเพศ ต่างวัย ต่างเบียดเสียดยัดเยียดเพื่อรอชมภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยใบหน้าที่เปี่ยมสุข ทันทีที่เพลงสรรเสริญพระบารมีจบลง โรงหนังตกอยู่ในความมืดและเงียบสงัด และเมื่อนั้นที่เสียงเพลงมนต์รักลูกทุ่งของไพรวัลย์ รุ่งเพชร ก็ดังขึ้น พร้อมกับภาพมากมายปรากฏขึ้นบนจอและสร้างความสุขให้กับเด็กน้อยอย่างผมตั้งแต่ต้นจนจบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการได้เห็นคู่ขวัญที่ถือได้ว่าเป็นพระเอก-นางเอกตลอดกาลของวงการภาพยนตร์ไทยอย่าง มิตร ชัยบัญชา และ เพชรา เชาวราษฎร์ บนจอใหญ่นั้น เป็นประสบการณ์ที่วิเศษครั้งหนึ่งในชีวิตการดูหนังของผม  ผมได้ติดตามผลงานของทั้งสองเรื่อยมาแม้ไม่มากนัก ในหนังอย่าง เงิน เงิน เงิน , อินทรีทอง, หรือ อัศวินดาบกายสิทธิ์ แต่เรื่องราวของนักแสดงทั้งสองท่านนี้ ผมได้รับการถ่ายทอดจากพ่อและแม่บ่อยครั้ง มิตรเสียชีวิตจากอุบัติเหตุตกเฮลิคอปเตอร์ ( อย่างที่เห็นในตอนจบของหนังอินทรีทอง ) ส่วนเธอ เธอผู้เป็นนางเอกนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้ง ที่ต้องสูญเสียการมองเห็น และออกจากวงการ นับตั้งแต่นั้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลากว่าสามสิบปี และในวันนี้ผมได้เห็นเธออีกครั้ง ด้วยความรู้สึกที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป ความงามหยาดเพชรยังคงฉายชัดอยู่บนใบหน้าได้รูปวงนั้น ไม่ผิดกับที่ผมเคยเห็นเธอเฉิดฉายอยู่บนจอภาพยนตร์ เธอคือเพชรน้ำเอกของวงการภาพยนตร์ไทยอย่างไม่เสื่อมคลาย

แด่เพชรา เชาวราษฎร์....เพชรที่ไม่เคยชรา

 

.